วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กิจกรรมที่ 5
ประวัติทั่วไป
-อาจารย์
: นายสุริยา โนนเสนา
-ตำแหน่ง
: ผู้อำนวยการโรงเรียน
-วุฒิการศึกษา : ปริญญาโท
-วิชาเอก
: บริหารการศึกษา
-เบอร์โทรศัพท์ : 0892838340
-Email
:mit.2512@hotmail.com
ประวัติการศึกษา
-ระดับประถมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนบ้านหัน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
-ระดับมัธยมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
-ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยครูอุดรศึกษา
(วิชาเอกเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษา)
-ระดับปริญญาโท
มหาวิทยาลัยรามคำแหง (การบริหารการศึกษา)
ประวัติการทำงาน
-ปี 2536-2541 :
โรงเรียนบ้านท่าโป่ง ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ตำแหน่ง
อาจารย์ 1 ระดับ 3
-ปี 2541-2547 : โรงเรียนบ้านวังกะทะ
ต.วังตะเฆ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ตำแหน่ง อาจารย์
1 ระดับ 4 - อาจารย์ 2 ระดับ 6
-ปี 2547-2548 : โรงเรียนสังวาลย์วิท 7
อำเภอบางขัน จ.นครศรีธรรมราช ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7 ช่วยราชการ
-4 พ.ย.2547 -15 ส.ค.2549 : โรงเรียนบ้านควนประ อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7 และ ครู
ค.ศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ
-16 สิงหาคม 2549-7 กันยายน
2551 : โรงเรียนบ้านคลองปีกเหนือ
อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองปีกเหนือ
-8 กันยายน 2551-2 พฤศจิกายน
2553 : โรงเรียนวัดถ้ำใหญ่ ต.ถ้ำใหญ่
อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดถ้ำใหญ่
-3 พฤศจิกายน 2553-ปัจจุบัน
: โรงเรียนทุ่งควายพัฒนศึกษา
(โรงเรียนวัดทุ่งควาย) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนทุ่งควายพัฒนศึกษา (คศ.3)
ผลงาน
-ผู้ประเมินผลขั้นที่
5 ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
-ผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือประจำสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
-ผู้อำนวยการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
BTC สำรอง , สามัญรุ่นใหญ่ สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช
เขต 2
-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ประเภทโรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอช้างกลาง ปี 2549-2550
งานวันครู
-ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น
ประเภทผู้บริหาร สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ปี 2551
-ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น ประเภทครูผู้สอน สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
ปี 2549
-ครูผู้สอนลูกเสือดีเด่น
สพท.นครศรีธรรมราช เขต 2 ปี 2549
-ครูจริยศึกษาดีเด่น
สปจ.ชัยภูมิ
-ครูคณิตศาสตร์ดีเด่น
ผลงานของครูที่นักเรียนชอบ
ผลงานของครูที่ชอบก็คือ
เป็นครูคณิตศาสตร์ดีเด่น เป็นผู้บริหารศึกษาดีเด่น
ประเภทโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นครูจริยดีเด่นซึ่งในนี้จะรวมถึงทางด้านคุณธรรม
จริยธรรมอยู่ด้วย จึงทำให้ครูเป็นครูที่มีคุณภาพ
การประยุกต์สิ่งที่ดีของครูมาใช้ในการพัฒนาตนเอง
จะนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนนักเรียนซึ่งครูทุกคนจะต้องมีความรักความศรัทธาต่อวิชาชีพครู
ในด้านการสอนครูจะต้องถ่ายทอดความรู้ให้เต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้ ในการทำงานจะต้องยึดหลักคุณธรรม
จริยธรรมเข้ามาใช้
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กิจกรรมที่ 4
ทักษะในการทำงานเป็นทีม
ความสำคัญของทีม
การสร้างทีมงานและการพัฒนาองค์กรนั้นเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุด การทำงานเป็นทีมจะเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กรและมีโอกาสประสบผลสำเร็จมากกว่าการทำงานคนเดียว
ลักษณะการทำงานร่วมกัน
1.
ทำงานแบบเอาบุคคลมารวมกลุ่ม
ไม่มีการแบ่งหน้าที่
ไม่มีกฏระเบียบ
ไม่มีวัตถุประสงค์ ผลงานอาจสูงหรือต่ำ
2.
ทำงานร่วมกันแบบเป็นคณะหรือเป็นทีม
โดย
สมาชิกทราบวัตถุประสงค์
รู้หน้าที่
มีกฏระเบียบผลงานออกมาสูงเป็นที่พอใจของสมาชิก ทุกคนพอใจในผลงาน
ทีม คือ การที่บุคคล 2 คน ขึ้นไป
มาทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการทำงานเป็นทีม
วิเคราะห์งาน
กำหนดเป้าหมายร่วมกัน
วางแผนการทำงาน
กำหนดกิจกรรม
แบ่งงานให้สมาชิกของทีม
ปฏิบัติจริงตามแผน
ติดตามผล และนิเทศงาน
ประเมินขั้นสุดท้าย
อุปสรรคการทำงานเป็นทีม
1.ขาดการตกลงกันตั้งแต่เริ่มต้น ขาดการพูดกัน ไม่แจ้งเป้าหมายของงาน
2.
มีการปกปิดข้อมูลผิดพลาดที่ผ่านมา สมาชิกหลีกเลี่ยงที่จะ เผชิญปัญหาและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา
3.ไม่ได้ใช้วิธีการประชุมหารือ
เป็นเครื่องกระตุ้นเพื่อให้สมาชิกเกิด
ความรู้สึกผูกผัน
4. ขาดการวางแผนงานและเวลา
5. ไม่มีการแบ่งความรับผิดชอบ เพื่อให้สมาชิกได้รู้บทบาทที่ชัดเจน
6. ขาดการประเมินผลการทำงานของทีม ตารางตรวจติดตามประเมินผล
แนวทางการลดปัญหาในการทำงานเป็นทีม
1. สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี
2. มอบหมายงานต้องชัดเจนแน่นอน
3.
ยอมรับในเรื่องความแตกต่างของสมาชิก
4. ให้ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
4. ให้ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
5. ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย
การสื่อสาร คือ การถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ
ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ จากผู้พูดไปสู่ผู้ฟังโดยใช้ถ้อยคำ ภาษา
น้ำเสียงและกิริยาท่าทาง
ปัจจัยความสำเร็จของผู้พูด
1.
ทำความเข้าใจกับผู้รับข่าว
2.
ทำให้เป็นเรื่องง่าย
3. ตรงประเด็น
4. สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง
ข้อปฏิบัติของผู้รับข่าวหรือผู้ฟังข้อมูลข่าวสาร
สบตาผู้พูดระหว่างฟัง
ใช้ภาษาท่าทางและสีหน้า แสดงให้เห็นว่าตั้งใจฟัง เช่น สบตา
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจหรือแสดงการเบื่อ
ถามคำถามที่เกี่ยวข้อง
สบตาผู้พูดระหว่างฟัง
ใช้ภาษาท่าทางและสีหน้า แสดงให้เห็นว่าตั้งใจฟัง เช่น สบตา
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจหรือแสดงการเบื่อ
ถามคำถามที่เกี่ยวข้อง
พูดโน้มน้าวหรือจูงใจ
การพูดในเชิงชักชวน
เกลี้ยกล่อม โน้มน้าว ให้ผู้ฟังเชื่อถือ ศรัทธา
มีความคิดเห็นคล้อยตาม ยอมรับ และปฏิบัติตาม ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ
ตอบคำถาม เรื่อง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
1. แนวคิดหลักการทำงานเป็นทีม เป็นอย่างไร
ตอบคำถาม เรื่อง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
1. แนวคิดหลักการทำงานเป็นทีม เป็นอย่างไร
การยอมรับความแตกต่างของบุคคล
แรงจูงใจของมนุษย์
ธรรมชาติของมนุษย์
2. นักศึกษาจะมีวิธีการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร
ยกตัวอย่างประกอบ
การที่จะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพจะต้องรู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่น
เข้าใจต่อเพื่อนร่วมงานและสามารถร่วมกลุ่มกันได้เป็นอย่างดี ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของงานที่ทำเป็นอย่างดี
สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องช่วยเหลือกัน มีความสามัคคีกันในกลุ่ม
เมื่อมีปัญหาอะไรก็ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา และต้องรู้จักหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมาย
กิจกรรมที่ 3
การชั้นเรียนของครู ยุคศตวรรษที่ 21
1.การจัดการเรียนการสอน จัดชั้นเรียน เตรียมการสอน ในยุคศตวรรษที่ 21 กับยุคก่อนศตวรรษที่ 21 เปรียบเทียบกันแตกต่างกันอย่างไร
ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต ดังนั้นเมื่อถึงระยะหนึ่ง การเรียนรู้ก็จะสิ้นสุดลงเพื่อการเริ่มต้นของชีวิต ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงเรียน
โดยจะมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ หรือผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้
การศึกษานี้จะเกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้น
จึงต้องการหลักสูตรที่มีการกำหนดรายละเอียดของเนื้อหาไว้ทั้งหมดแล้ว คนที่จดจำความรู้ได้มาก
ย่อมเรียนรู้ได้ดีกว่าคนที่จดจำความรู้ได้น้อย
ส่วนในยุคศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้คือชีวิต
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องเรียนรู้ (learning
animal) และตราบที่ยังมีชีวิตอยู่
มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ไปด้วย
การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง และเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้
ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยที่โรงเรียนต้องมีหลักสูตรที่หลากหลาย
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลได้
มนุษย์สามารถเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่าจะเรียนอะไร เรียนอย่างไร
2.ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในอนาคตที่ท่านจะเป็นครูยุดต่อไปข้างหน้า
ให้สรุปตามแนวคิดของนักศึกษา
ในอนาคตข้างหน้าครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ในการสอนไม่ใช่ว่าเฉพาะเรื่องที่สอนแต่จะต้องมีความรู้ที่หลากหลาย
ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลา จะต้องมีรูปแบบการสอนที่หลากหลาย
จะต้องมีความคิดเป็นของตนเอง จะต้องรู้ลึก รู้จริง และรู้แจ้งในเรื่องนั้นๆ และที่สำคัญครูจะต้องทำสื่อการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสอนด้วย
วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555
กิจกรรมที่ 2
ทฤษฎีการบริหารการศึกษา
มาสโลว์
เป็นเจ้าของทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ 5 ลำดับ ได้แก่
1. ความต้องการทางกายภาพ
หมายถึงความต้องการพื้นฐานของร่างกายซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
ได้แก่ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า
2.ความต้องการความปลอดภัย หมายถึง ความต้องการมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
3. ความต้องการทางสังคม หมายถึง ความต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น และต้องการมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น
4.ความต้องการยกย่องชื่อเสียง หมายถึง ความปรารถนาที่จะมองตนเองว่ามีคุณค่าสูง เป็นที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นตนมีความสามารถ มีคุณค่า มีเกียรติ
2.ความต้องการความปลอดภัย หมายถึง ความต้องการมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
3. ความต้องการทางสังคม หมายถึง ความต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น และต้องการมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น
4.ความต้องการยกย่องชื่อเสียง หมายถึง ความปรารถนาที่จะมองตนเองว่ามีคุณค่าสูง เป็นที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นตนมีความสามารถ มีคุณค่า มีเกียรติ
5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและความสำเร็จของชีวิต
Douglas Mc Gregor : ทฤษฎี X และทฤษฎี Y
ทฤษฎี X(Theory X) เป็นปรัชญาการบริการจัดการแบบดั้งเดิม โดยมองว่าพนักงานเกียจคร้าน
ไม่กระตือรือร้น ไม่ชอบงานและพยายามหลีกเลี่ยงงาน
ทฤษฎี Y(Theory Y) เป็นปรัชญาการบริการจัดการ โดยมองว่าพนักงานมีความรับผิดชอบ มีความคิด
ทฤษฎี Y(Theory Y) เป็นปรัชญาการบริการจัดการ โดยมองว่าพนักงานมีความรับผิดชอบ มีความคิด
William Ouchi : ทฤษฎี Z
เป็นทฤษฎีที่มองเห็นว่าการจูงใจคนนั้นต้องเป็นไปตามสถานการณ์
แต่ทฤษฎีร่วมสมัยบางอย่างที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทฤษฎี
แต่อยู่ระหว่างการศึกษาทดลองเพื่อปรับให้เป็นทฤษฎี
Henry Fayol : บิดาทฤษฎีการบริหารจัดการสมัยใหม่
เขาเชื่อว่าการบริหารนั้นเป็นเรื่องของทักษะ
และเขาสนใจที่จะศึกษาองค์การโดยรวมและมุ่งเน้นที่กิจกรรมการจัดการ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การบังคับบัญชา
หรือการสั่งการ การประสานงาน การควบคุม และประสบการณ์ด้านการบริหารองค์การของรัฐขนาดใหญ่ เขาเรียกว่า
หลักการจัดการ 14 ประการ ซึ่งมีดังนี้ การจัดแบ่งงาน การมีอำนาจหน้าที่ ความมีวินัย เอกภาพของสายบังคับบัญชา เอกภาพในทิศทาง ผลประโยชน์ของหมู่คณะจะต้องเหนือผลประโยชน์ส่วนตน มีระบบค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ระบบการรวมศูนย์ สายบังคับบัญชา ความเป็นระบบระเบียบ ความเท่าเทียมกัน
ความมั่นคง และสามัญฐานะของบุคลากร การริเริ่มสร้างสรรค์และวิญญาณแห่งหมู่คณะ
Max Weber : ทฤษฎีการจัดการตามระบบราชการ
ได้นำเสนอแนวคิดการจัดองค์การ
ที่เรียกว่า bureaucracy เขาเห็นว่าเป็นลักษณะองค์การที่เป็นอุดมคติที่องค์การทั้งหลายควรจะเป็น
หากได้รับการพัฒนาในระดับที่เหมาะสม โดยสรุปแล้วแนวคิดการจัดองค์กรของเว็บเบอร์มี 6 ประการ
Luther Gulick
เป็นผู้คิดรูปแบบการบริหารจัดการโดยมีกิจกรรม 7 ประการมาใช้ในการบริหารจัดการ ในวงการบริหารจะรู้จักกิจกรรมทั้ง 7 ประการนี้เป็นอย่างดี มีคำย่อว่า POSDCORBมีการนำรูปแบบการบริหารจัดการของLuther
Gulick ไปใช้ในการบริหารองค์กรสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง
แนวความคิดที่นำเอามุมมองทั้ง 7 ด้านมาใช้นั้นสอดคล้องกับทฤษฎีการบริหารจัดการของ Henri Fayol
Frederick Herzberg : ทฤษฎี 2 ปัจจัย
1 1. ปัจจัยภายนอกหรือเรียกว่า Hygiene Factors ได้แก่ นโยบายขององค์กร การบังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน สภาพแวดล้อม/เงื่อนไขในการทำงาน ค่าจ้าง/เงินเดือน/สวัสดิการ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
2 2.ปัจจัยภายใน หรือ Motivation
Factors ได้แก่ การทำงานบรรลุผลสำเร็จ การได้รับการยอมรับ ทำงานได้ด้วยตนเอง ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้าในงาน การเจริญเติบโต
บทที่ 1 มโนทัศน์เกี่ยวกับการบริหารการศึกษา
ความหมายของการบริหารศึกษา คือ
การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
ร่วมมือกันทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน
อย่างเป็นกระบวนการและระบบภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ
ความสำคัญของการบริหาร
1. การบริหารจะต้องควบคู่กับการดำรงชีพของมนุษย์
เป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีพร่วมกันได้อย่างมีความสุข
2.เป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงความเจริญก้าวหน้าของสังคม
และความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการด้านต่าง ๆ
3.ทำให้ทราบถึงแนวโน้มทางการศึกษาทั้งในด้านความเจริญและความเสื่อมของสังคมในอนาคต
บทที่ 2 วิวัฒนาการของการบริหารยุคต่าง ๆ และการประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา
1.วิวัฒนาการด้านรัฐกิจ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปกครอง
เกี่ยวกับกฏหมายต่าง ๆ ของรัฐ
ซึ่งสามารถจำแนกวิวัฒนาการทางด้านการศึกษาได้ ดังนี้
ระยะที่
1 โครงสร้างการบริหารจะเป็นไปในรูปองค์การรูปนัย
ระยะที่
2 การศึกษาเรื่องการบริหาร วึ่งเน้นพฤติกรรมองค์การ
และเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ยิ่งขึ้น
ระยะที่
3 นำการศึกาามาผสมกับแนวคิดในระยะที่ 1 และที่ 2 เข้าด้วยกัน คือ
พิจารณาทั้งรูปและโครงสร้างขององค์การและตัวบุคคล เป็นสำคัญ
2. วิวัฒนาการด้านธุรกิจ
- เป็นการพัฒนาหลักการบริหารที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงทำให้เกิดวิธีการบริหารที่ทันสมัย
ประกอบกับเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม และต้นศตวรรษที่ ๑๙
ได้เกิดวิวัฒนาการทางการจัดการขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์
3. การแบ่งยุคของนักทฤษฏีการบริหาร
3.1 ยุคที่ 1 นักทฤษฏีการบริหารสมัยเดิม ซึ่งมีอยู่ 2
สาย คือ สายบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์ และสายทฤษฏีองค์การสมัยเดิม
3.2 การประยุกต์ใช้หลักการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ในการบริหารการศึกษา
มีคำแนะนำในการประยุกต์ใช้หลักการต่าง ๆ ดังนี้
- กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ควรใช้ในการดำเนินจัดตั้งมาตรฐานที่ต้องการ เกี่ยวกับผลผลิตของโรงเรียน
- วิธีการผลิตควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์
- คุณสมบัติของผู้ผลิต (ครู) ควรจะถูกกำหนดขึ้น
และควนได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม
- ผู้ผลิตควร (ครู) ควรได้รับคำชี้แจง
ให้รู้เกี่ยวกับมาตรฐานที่กำหนด วิธีการว่าจ้าง และการใช้เครื่องมือต่างๆ
- บุคลากรทางการศึกษามีมาตรฐานตำ่
จึงควรได้รับการตระเตรียมมาเป็นอย่างดีก่อนปฏิบัติงาน
3.3 ยุคที่ 2 ยุค Human Relation Era ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์
- ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ความฉลาด และมีประสบการณ์
เพื่อมาเป็นผู้นำหรือหัวหน้ากลุ่ม
3.4 การประยุกต์ใช้หลักมนุษยสัมพันธ์ในการบริหารการศึกษา
3.5 ยุคที่
3 ยุคการใช้ทฤษฎีทางการบริหาร
- ยุคนี้จะเน้นทฤษฎีองค์การและยึดตามแนวมนุษยสัมพันธ์ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล
มุ่งด้านระบบขององค์การ
3.6 การประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ในการบริหารการศึกษา
3.7 ทฤษฎีองค์การเชิงระบบ
3.8 การประยุกต์เชิงระบบการบริหารการศึกษา
บทที่ 3 งานบริหารการศึกษา
งานของผู้บริหารการศึกษาโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. งานที่คนนอกมองว่าเป็นงานที่ผู้บริหารกำลังอยู่
2. งานที่คนนอกคิดว่าผู้บริหารควรทำ
3. งานที่ผู้บริหารการศึกษาเองคิดเองว่าเป็นความรับผิดชอบที่ตนต้องทำ
ภารกิจของการบริหารการศึกษา ก็คือ สิ่งที่ผู้บริหารหรือควร สามารถจำแนกได้ คือ
1. จำแนกตามลักษณะและขอบข่ายของงานบริหารการศึกษา ซึ่งมี 5 ประเภท คือ ทำงานประสานกับประชาชน การบริหารงานธุรการต่างๆ พัฒนาอาคารสถานที่ การบริหารด้านวิชาการ และการให้บริการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการการศึกษา
2. จำแนกตามบทบาทและพฤติกรรมการบริหาร
องค์ประกอบทางส่วนบุคคล
1. เจตคติ ค่านิยม ความเชื่อ อุปนิสัย การรับรู้
2. ความสามารถ
3. ลักษณะทางสังคมจิตวิทยา
องค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม
1. ขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคม
2. ลักษณะของชุมชน
3. ธรรมชาติของรัฐ
Competency ของบริหารการศึกษาไทย สรุปได้ดังนี้
1. งานพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน
2. งานบริหารบุคคล
3. งานนิเทศการศึกษา
4. งานบริหารงบประมาณและการเงิน
5. งานบริหารอาคารสถานที่และอุปกรณ์
6. งานธุรการและบริการส่งเสริมการศึกษา
7. งานกิจการนักเรียน
8. ความสัมพันธ์กับชุมชน
9. การประเมินผลงานของโรงเรียน
ทักษะที่ใช้เพื่อการบริหารงานการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมี ดังนี้
1. ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน
2. ไม่ต้องการเครื่องจักรระบบราชการให้มามีอำอาจเหนือคน
3. ไม่ต้องการเป็นคนปัญญาอ่อน หุ่นยนต์ ตุ๊กตาไขลาน
4. ไม่ต้องการเป็นเศษส่วนของความเป็นคน
5. ต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
6. ต้องการเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย
1. งานที่คนนอกมองว่าเป็นงานที่ผู้บริหารกำลังอยู่
2. งานที่คนนอกคิดว่าผู้บริหารควรทำ
3. งานที่ผู้บริหารการศึกษาเองคิดเองว่าเป็นความรับผิดชอบที่ตนต้องทำ
ภารกิจของการบริหารการศึกษา ก็คือ สิ่งที่ผู้บริหารหรือควร สามารถจำแนกได้ คือ
1. จำแนกตามลักษณะและขอบข่ายของงานบริหารการศึกษา ซึ่งมี 5 ประเภท คือ ทำงานประสานกับประชาชน การบริหารงานธุรการต่างๆ พัฒนาอาคารสถานที่ การบริหารด้านวิชาการ และการให้บริการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการการศึกษา
2. จำแนกตามบทบาทและพฤติกรรมการบริหาร
องค์ประกอบทางส่วนบุคคล
1. เจตคติ ค่านิยม ความเชื่อ อุปนิสัย การรับรู้
2. ความสามารถ
3. ลักษณะทางสังคมจิตวิทยา
องค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม
1. ขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคม
2. ลักษณะของชุมชน
3. ธรรมชาติของรัฐ
Competency ของบริหารการศึกษาไทย สรุปได้ดังนี้
1. งานพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน
2. งานบริหารบุคคล
3. งานนิเทศการศึกษา
4. งานบริหารงบประมาณและการเงิน
5. งานบริหารอาคารสถานที่และอุปกรณ์
6. งานธุรการและบริการส่งเสริมการศึกษา
7. งานกิจการนักเรียน
8. ความสัมพันธ์กับชุมชน
9. การประเมินผลงานของโรงเรียน
ทักษะที่ใช้เพื่อการบริหารงานการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมี ดังนี้
1. ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน
2. ไม่ต้องการเครื่องจักรระบบราชการให้มามีอำอาจเหนือคน
3. ไม่ต้องการเป็นคนปัญญาอ่อน หุ่นยนต์ ตุ๊กตาไขลาน
4. ไม่ต้องการเป็นเศษส่วนของความเป็นคน
5. ต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
6. ต้องการเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย
บทที่ 4 กระบวนการทางการบริหารการศึกษา
การบริหารการศึกษา
คือ กิจกรรมต่าง ๆที่บุคคลหลายคนร่วมมือกันดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน ประชาชน
ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยมุ่งให้คนเหล่านี้
เป็นคนดีมีคุณภาพ ประกอบภารกิจในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาคนในทุกๆด้าน
จะต้องอาศัยระเบียบแบบแผนและที่ไม่เป็นระเบียบแบบแผน
ทั้งคนที่อยู่ในโรงเรียนและคนที่อยู่นอกโรงเรียน
ในการบริหารการศึกษาโดยผู้บริหารจะต้องมีหลักการในการบริหารอยู่ 2 เรื่องคือ การจัดระบบสังคมและการถ่ายทอดวัฒนธรรม เป้าหมายและจุดประสงค์ของการบริหารการศึกษา
บทที่ 5 องค์การและการจัดองค์การ
องค์การ
หมายถึงโครงสร้างหรือกระบวนการที่กลุ่มจัดตั้งขึ้นมีการกำหนดกิจกรรม หรืองานออกเป็นประเภทต่างๆ
และมอบหมายความรับผิดชอบในกิจกรรมนั้นๆ ให้แก่สมาชิกได้ดำเนินการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย
มี 4 ระบบ
คือ
1. ระบบโครงสร้างการบริหาร คือ เน้น โครงสร้างกระบวนการ
2. ระบบทางด้านเทคนิค คือ เน้น วิธีดำเน้นงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ระบบสังคม คือ เน้น การทำงานของคนในองค์การ
4. ระบบกิจกรรมและการทำงาน คือ เน้น ทั้งการผสมและการให้บริการ
1. ระบบโครงสร้างการบริหาร คือ เน้น โครงสร้างกระบวนการ
2. ระบบทางด้านเทคนิค คือ เน้น วิธีดำเน้นงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ระบบสังคม คือ เน้น การทำงานของคนในองค์การ
4. ระบบกิจกรรมและการทำงาน คือ เน้น ทั้งการผสมและการให้บริการ
บทที่ 6 การติดต่อสื่อสาร
การติดต่อสื่อสารเป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการบริหารที่สำคัญ
ผู้บริการจะบริหารได้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการบริหาร
การติดต่อสื่อสาร คือ
การที่บุคคลทั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือข่าวสารกัน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างกันหรือเพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ความสำคัญของการสื่อสาร
1.การสื่อสารมีความจำเป็นมากขึ้นเนื่องจากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์การ
จะไม่สามารถจะใช้วิธีการสื่อสารปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป
2.แม้ว่าองค์การจะใช้เครื่องมือแทนการทำงานของมนุษย์
แต่การสื่อสารจะต้องถูกนำมาใช้ในรูปการสื่อความหมาย
กระบวนการติดต่อสื่อสาร
1.
สื่อที่ใช้ในการติดต่อ
2.
ช่องทางที่สื่อจะผ่าน คือ เครือข่าย
3.
กระบวนการ คือ ขั้นตอนที่เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ
4.
เสียงรบกวนที่กีดขวางการติดต่อสื่อสาร
5.
ข้อมูลป้อนกลับในการติดต่อสื่อสาร
6.
สถานการณ์และปัจจัยขององค์การในการติดต่อสื่อสาร
องค์ประกอบของการติดต่อสื่อสาร มี 5 ประการ คือ
1.
ผู้ทำการติดต่อสื่อสาร
2.
ติดต่อสื่อสารด้วยการพูด การส่งหรือการออกกำสั่ง
3.
ด้วยข่าวสาร
4.
ผู้รับการติดต่อสื่อสาร
5.
การตอบรับ
รูปแบบการติดต่อสื่อสาร แบ่งออกเป็น
2 ประเภท คือ
1.
การติดต่อสื่อสารแบบพิธีการ
2.
การติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็นพิธีการ
บทที่ 7 ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำ หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในการพูดโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นให้ร่วมมือกันในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
หน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้นำ
คือ การอำนวยการ การจูงใจ การริเริ่ม การประนีประนอม การประสานงาน ควบคุมงาน
ตรวจตรา กำหนดนโยบายวินิจจัยสั่งการ
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ
1.
ผู้นำ
2.
ผู้ตาม
3.
สถานการณ์ สภาพแวดล้อม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
บทที่ 8 การประสานงาน
การประสานงาน คือ
การจัดระเบียบการทำงาน เพื่อให้งานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ
ร่วมมือปฏิบัติงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ทำงานซับซ้อนกัน ขัดแย้งกัน
และเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ความมุ่งหมายในการประสานงาน
1.
ช่วยให้คุณภาพและผลงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์
2.
เพื่อขจัดความซับซ้อนกันของการทำงานโดยไม่จำเป็น
อันจะนำมาซึ่งความสิ้นเปลือง กำลังคน กำลังเงิน
3.
เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง
ภารกิจในการประสานงาน
1.
นโยบาย
2.
ใจ
3.
แผน
4.
งานที่รับผิดชอบ
5.
คน
6.
ทรัพยากร
อุปสรรคในการประสานงาน
1.
การขาดมนุษยสัมพันธ์ในการประสานงาน
2.
การขาดแผนการปฏิบัติงาน
3.
ขาดความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน
4.
การสื่อสารที่ไม่ดี เกิดติดขัด
บทที่ 9 การตัดสินใจสั่งการหรือการวินิจฉัยสั่งการ
การตัดสินใจ
คือ การบริหาร ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนการกำหนดนโยบาย เป้าหมายในการบริหาร
ขั้นการวางแผน ประสานงาน การดำเนินงานจนถึงขั้นลงมือปฏิบัติ ซึ่งทุกระดับจะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
หลักการในการในการตัดสินใจหรือวินิจฉัยสั่งการ
1.
ต้องรู้แจ้งในข้อเท็จจริงให้แน่ชัด
2.
ต้องสั่งงานให้ตรงประเด็น
องค์ประกอบต่าง ๆ
ที่นำมาใช้ในการตัดสินใจหรือวินิจฉัยสั่งการ
1.
ข่าวสาร ที่จะนำมาสนับสนุนเพื่อเป็นมูลฐานของการวินิจฉัยสั่งการ
2.
การเสี่ยง
จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงว่าจะมีความเสี่ยงมาน้อยเพียงใด
3.
นโยบาย การวินิจฉัยสั่งการจะต้องคำนึงถึง นโยบายขององค์การว่า
มีอยู่อย่างไร การวินิจฉัยสั่งการในเรื่องใดจะต้องให้สอดคล้อหรือเป็นไปตามนโยบาย
4.
ปัญหาต่าง ๆ
5.
เวลา
ประโยชน์ของการตัดสินใจ
1.
ทำงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ / เป้าหมายขององค์การ
2.
ก่อให้เกิดการแระสานงานที่ดี ลดความซ้ำซ้อน
3.
ช่วยประหยัดทรัพยากร
4.
ทำให้การประสานงานเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
บทที่ 10 ภารกิจของผู้บิหารโรงเรียน
ภารกิจของผู้บริหารโรงเรียนมีดังนี้
1.การบริหารงานวิชาการ ถือเป็นหัวใจของสถานศึกษาซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็น
การจัดการเรียนการสอน การประเมินผล การควบคุมดูแลครู การจัดงบประมาณ
การจัดการเอกสารต่างๆ เป็นต้น
2.การบริหารบุคคล คือ เป็นการจัดงานเกี่ยวกับคนให้ทำงานให้ได้ผลที่สูงสุดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่สถานศึกษา
3.การบริการธุรการในโรงเรียน เป็นเรื่องของการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆของโรงเรียนสถาบันการศึกษา
ซึ่งส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด การทำงานได้ดีนั้นถือเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้บริหารงาน
4.การบริหารงานนักเรียน เป็นการบริการงานเกี่ยวกับนักเรียนในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในห้องเรียน
หลักในการจัดกิจกรรม โดยการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเข้ากิจกรรมอย่างเสมอภาคกัน และต้องอยู่ในความรับผิดชอบของสถานศึกษา
ต้องปลูกฝังความคิด ให้ผู้เรียนอยู่เสมอ
5.การบริหารอาคารสถานที่และบริการด้านอื่นๆ คือ การรู้จักจัดหา
รู้จักใช้อาคารสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
